ทักทาย

ตอนนี้ พี่โน้ส เราไปร่วมแจมกับตัน โออิชิแล้ว หาแผ่นมาชมกันนะครับ. ^^

5.29.2009

`๏'เปิดหมวกล้วงชีวิต…คิดแบบ โน้ส-อุดม`๏'

`๏'เปิดหมวกล้วงชีวิต…คิดแบบ โน้ส-อุดม`๏'


komchadluek

จากผู้ชายรูปร่างหน้าตาธรรมดา ที่มีจมูกรูปชมพู่โดดเด่น กลายเป็นลักษณะเฉพาะตัว ด้วยความเป็นตัวของตัวเอง บวกกับการสั่งสมประสบการณ์อันชาญฉลาด และนำสิ่งที่ถ่ายทอดสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบของทอล์กโชว์ ในชื่อ “เดี่ยวไมโครโฟน” ทำรายได้มหาศาล ส่งพาให้ “โน้ต” อุดม แต้พานิช กลายเป็นผู้ทรงอินทธิพลอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิง ที่ไม่ว่าจะหยิบจับทำอะไร ก็ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จ และเป็นที่ถูกจับตามองทุกครั้งไป

ตัวตนคนแบบ “โน้ต” อุดม

คิดว่าตัวเองเป็นคนแปลกหรือเปล่า

ผมชอบคิดว่าคนอื่นแปลกมากกว่า เพราะนั่งรถตู้ไปทำงานกับคนที่ไม่รู้จัก มีบางคนคุยโทรศัพท์ในรถ เกลียดก็เกลียดแต่ก็ต้องฟังมัน แล้วพอถึงที่ทำงานต้องรอลิฟต์อีก นี่แหละประหลาด แต่ก็เคยเจอรุ่นน้องมาถามเหมือนกัน ว่าพี่โน้ตคิดว่าตัวเองเป็นคนปกติเหรอ ไม่เคยคิดเหรอ ว่าตัวเองประหลาด ปกติผมไม่เคยมองมุมนี้มาก่อนเลย คิดแต่ว่าคนอื่นประหลาดมาตลอด สงสัยเราชินกับตัวเราที่เป็นแบบนี้มั้ง แต่ถ้าวัดจากคนใกล้ๆ ตัว ก็ไม่น่าจะปกตินะ

แท้จริงแล้ว “โน้ต” อุดมเป็นคนอย่างไร

ผมเป็นคนอ่อนไหวง่าย จริงจังกับเรื่องไร้สาระ และรู้ว่าตัวเองชอบอะไร แล้วก็เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบที่เราชอบ ซึ่งจริงอยู่มันอาจสูญเสียโอกาสบางอย่าง เราอาจจะไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ไม่มีอะไรมาการันตีเงินเดือนในแต่ละเดือน แต่เราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เราเลือก ผมมีวิธีคิดง่ายๆ คือถ้าอยากมีชีวิตที่อิสระก็อย่าไปเป็นหนี้ ไม่บ้าแฟชั่น ฉะนั้นไม่ว่าปีนี้แฟชั่นอะไรมาก็ทำอะไรผมไม่ได้ ผมก็จะอยู่เชยๆ ของผมแบบนี้แหละ

เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงหรือเปล่า

เห็นเขาว่าอย่างนั้นนะ แต่ผมกลับคิดว่าเป็นโลกปกติ เพราะคนทุกคนก็ต้องมีพื้นที่ของตัวเอง แล้วค่อยมีสะพานเชื่อมหากันบ้าง แต่ไม่ต้องมาอยู่แบบเบียดๆ กัน ยอมรับเป็นคนไม่ค่อยเปิดให้ใครเข้ามาง่ายๆ ผมมีเพื่อนเยอะ แต่เพื่อนสนิทน้อยมาก เนื่องจากปิดตัวเอง กว่าจะเปิดใจให้ใครเข้ามาในเส้นรัศมีต้องใช้เวลานานเลยแหละ

ทำไมถึงเปิดรับคนยาก

ความจริงผมไม่ได้เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิดหรอก แต่เป็นตอนเข้าวงการ ในชีวิตโดนคนสนิททำให้เจ็บซ้ำน้ำใจ ไม่ว่าจะเรื่องเงิน คนรัก ที่โดนทิ่มแทงข้างหลัง เลยทำให้เราเป็นคนกลัวคน ดังนั้นวิธีปลอดภัยที่สุด ในเมื่อคนเป็นตัวปัญหาก็อย่าไปยุ่งกับคน คนเยอะเรื่องเยอะ เลยทำตัวให้ห่างๆ คน แต่ทุกวันนี้ดีขึ้นเยอะ แง้มให้คนเข้ามาบ้าง แต่ไม่ได้เปิดอ้าซ่า

ที่เป็นแบบนี้อยากทำตัวโดดเด่นหรือเปล่า

ประการแรก ไม่ได้คิดว่าจะทำตัวแตกต่างจากคนอื่นเลย ไม่ได้อยากเป็นเด็กแนว หรือว่าต้องคิดต่างคนอื่น อันนี้ไม่มีในหัว แค่รู้ว่าตัวเองชอบแบบนี้ ชอบอิสระในการใช้ชีวิตแบบนี้ ที่ได้ทำอะไรตามใจ ซึ่งก็หานิยามไม่ได้หรอกว่ามันคืออะไร

komchadluek

กว่าจะมาเป็น “โน้ต” อุดม

อะไรในตัว “โน้ต” อุดม ที่ทำให้คนชอบ

ผมถือว่าเป็นบุญมากที่คนเกิดชอบงานของผม เคยมีคนมาพูดกับผม ว่าพี่โน้ตเป็นคนโชคดีนะ ที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบแล้วได้ตังค์ด้วย รู้มั้ยมันไม่ได้เป็นกันได้ทุกคนนะ เออ…ผมก็กลับมาคิดว่าจริง เพราะงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ คือสิ่งที่ชอบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป เขียนหนังสือ และเดี่ยวฯ นี่รักเลย เป็นสิ่งที่ทำได้ถนัดเลย ได้เล่าเรื่องที่ไปเจอมา แล้วเห็นคนขำไปกับมุกของเรา

ถ้าวันหนึ่งแสดงเดี่ยวฯ แล้วคนไม่ขำกับสิ่งที่เล่าจะทำอย่างไร

นั่นน่ะสิ…ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่ก็คงเหมือนโดนธรณีสูบมั้ง ผมคิดว่าผมน่าจะรู้ตัวเร็วนะ เพราะถ้าคนไม่ขำกับเรื่องที่ผมเล่า ผมคงไม่ดันทุรังทำต่อไปหรอก เมื่อถึงเวลานั้นผมคงรู้ตัว คนเรามันจะมีสัญชาตญาณบางอย่างบอกอยู่ ก็คงจะกันตัวเองไปทำอย่างอื่นแทน ผมไม่อายทำกินไม่หมิ่นเงินน้อย เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ ไม่จำเป็นจะต้องทำเดี่ยวฯ อย่างเดียว แต่ก็ขอทำเดี่ยวฯ 8 อีกสักทีก่อนนะ

ทำไมเดี่ยวไมโครโฟนต้องล้อการเมืองทุกครั้ง

การเมืองสำหรับผมมันก็เหมือนมวยปล้ำ ที่ไม่ได้ต่อสู้กันจริงๆ มันเป็นละคร ต่อยไม่ถูกกันด้วยซ้ำ แต่คนดันเคลิ้มไปจริงๆ กับมัน ฉะนั้นผมจึงไม่รู้สึกตื่นเต้นมากเวลาใครได้เข็มขัด

คิดว่าที่มายืนอยู่ตรงนี้เป็นเพราะพรสวรร์ หรือพรแสวง

ความขยันของผมนี่แหละ ที่ได้พาสิ่งต่างๆ ให้มันเกิดขึ้นกับตัวเองจนมาถึงทุกวันนี้ ในสมัยแรกที่ทำเดี่ยวก็เคยมีไปเล่นแล้วคนไม่ขำเหมือนกัน เลยทำให้เราได้เรียนรู้ศาสตร์แขนงนี้ ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด สิ่งเหล่านั้นมันช่วยขัดเกลา ผมไม่ได้เป็นคนเล่าอะไรแล้วตลกทุกเรื่องหรอก ไม่ได้เป็นคนมหัศจรรย์ขนาดนั้น แต่ชอบหาประสบการณ์ ซึ่งประสบการณ์ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ผิดพลาด แค่พลาดน้อยกว่าคนไม่มีก็เท่านั้นเอง

งานเขียนหนังสือจะออกเมื่อไร

อยากออกเหมือนกัน ใจน่ะอยากเขียนแต่สังขารไม่เอื้อ สายตาไม่ค่อยไหว และไม่โกรธด้วยที่ถูกเรียกว่างานเขียนของผมเป็นขยะวรรณกรรม เพราะจริงๆ ไดอารี่มันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา แต่ละวันที่ผ่านมามันก็คือขยะ และผมก็เป็นคนขายขยะที่เก็บเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาใช้ใหม่ ยอมรับเมื่อ 10 ปีก่อนโดนว่าอย่างนี้แล้วมีน้อยใจเหมือนกันนะ ซึ่งตั้งใจเอาไว้ ว่างานหนังสือของผม ถ้าเขียนเสร็จก็จะออกทันที เนื่องจากงานเขียนของผมมันได้เป็นต้นกำเนิดของการทำเดี่ยวไมโครโฟน

อาชีพจริงๆ ของ “โน้ต” อุดม คืออะไร

ไม่รู้เหมือนกัน แต่เวลาไปต่างประเทศ ไปโรงพยาบาลแล้วโดนให้กรอกอาชีพ ก็จะบอกไปว่าขายบริการ

นักวางแผนการตลาดให้ตัวเอง

เป็นคนสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเองเก่ง
มีคนเขาวิจารณ์มาเหมือนกัน ว่าพี่โน้ตเก่งการตลาดหายไปแล้ว รู้จังหวะการปรากฏตัว มีหมอดูหรือเปล่า ผมไม่เคยมีอะไรเลย และไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้นหรอก ใช้สัญชาตญาณล้วนๆ เราไม่เคยเรียนการตลาดมา ไม่ได้วางแผนอะไรเลย ก็ทำกันแบบบ้านๆ นี่แหละ

อย่างเดี่ยวฯ คิดอยากทำตอนไหนมีเรื่องเล่าอยากเล่าแล้วก็ทำเลย และไม่เคยไปเรียนที่โรงเรียนทำเดี่ยวไมโครโฟนที่ไหนเลย อยากเรียนเหมือนกันนะ แต่ไม่มีโรงเรียนสอนจะไปเรียนต่างประเทศ ภาษาอังกฤษก็ไม่เก่ง ทุกวันนี้เรียนรู้จากความผิดพลาด โดยใช้ปัญญามากำกับ อย่างตอนที่ออกจากยุทธการขยับเหงือกใหม่ๆ แล้วมาทำเดี่ยวฯ ก็ล้มลุกคุกคลานเหมือนกัน แต่จะถอยหลังก็ไม่ได้ เพราะทุบหม้อข้าวตัวเองมาแล้ว ช่วงแรกๆ เคยมีขึ้นไปเล่าอะไรแล้วคนไม่ขำเหมือนกัน ความเจ็บปวดมันมีนะ ซึ่งเราก็ต้องรับหมดแหละ

ไม่หล่อแต่ได้เป็นพระเอก

หัวเราะ…นั่นน่ะสิ ทุกวันนี้ดูโปสเตอร์รูปตัวเองติดข้างหลังบ้าน ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระเอกได้ยังไงเหมือนกัน ส่วนประเด็นการเลือกบทหนังนั้น ใครก็ต้องเลือกบท ผมไม่ได้เป็นนักแสดงฮอลลีวู้ดที่จะเล่นได้ทุกบทบาท

ความฝันสูงสุดอยากทำอะไร

อยากเห็นตัวเองนั่งอยู่บ้านที่เชียงใหม่อากาศโปร่งๆ แล้วผมนั่งวาดรูปอยู่ มีหมาสักตัวหนึ่ง มีเสียงเพลงวิทยุเอเอ็ม หรือเอฟเอ็มก็ได้ ส่วนเหตุผลที่ชอบที่นั่นเป็นเพราะจังหวะชีวิตมันตรงกับผมดี ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าเรียกจังหวะอะไรเป็นจังหวะอะไร เป็นจังหวะต๊ะต๊อนย่อนมั้ง อยู่กรุงเทพฯ มันก็เร็วไป อุปมาถ้าเป็นคู่เต้นรำเขาก็เต้นเหยียบเท้าผม แต่เชียงใหม่เข้ากันได้พอดี และไม่ว่าที่กรุงเทพฯ มีอะไรเชียงใหม่ก็มีอย่างนั้น แต่ที่เข้ามากรุงเทพฯ เนื่องจากงานมันอยู่ที่นี่ และแม่ก็อยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย เลยไปๆ มาๆ แต่สุดท้ายบั้นปลายผมก็อยากไปใช้ชีวิต และไปตายที่เชียงใหม่แน่ๆ เคยชวนให้แม่ไปอยู่ที่นั่นเหมือนกัน แต่ท่านไม่ไปบอกว่าเพื่อนอยู่ที่นี่ ก็เลยตามใจเพราะแม่ทั้งคน

ทุกวันนี้มองว่าตัวเองดังหรือเปล่า

จะไปกล้าตอบได้ไง ผมรู้สึกว่าตัวเองดังตอนอยู่ยุทธการขยับเหงือก จากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง เป็นตัวประกอบ แล้วมาทำพิธีกรก็กลายเป็นที่รู้จักมีคนทัก ส่วนทุกวันนี้ที่เป็นอยู่มันเป็นอะไรที่เกินคาดคิดเยอะ

กับหนังเรื่องล่าสุด “อีติ๋มตายแน่” นอกจากแสดงแล้ว ได้เขียนบทเองด้วย

เป็นการเขียนบทหนังครั้งแรก ความจริงแล้ว จะทำหนังร่วมกับต้อม (ยุทธเลิศ สิปปภาค) ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แต่จังหวะเวลาไม่ตรงกัน ตอนนี้ว่าง ต้อมก็เลยมาชวน ตอนแรกก็งงจะทำดีหรือไม่ สุดท้ายทำก็ได้ ยอมรับว่ายากกว่าการทำเดี่ยวฯ เนื่องจากหนังจะต้องมีระบบของนายทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เดี่ยวฯ ทำอิสระ ตามใจเรา

พอจะมีเดี่ยวทีไรจะต้องมีงานหนังควบคู่กันมาทุกครั้ง

ไม่เคยสังเกตตัวเองนะ อาจเป็นช่วงจังหวะเวลาพอดี งงเหมือนกัน ก็มีคนบอกแบบนี้ แต่ผมก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้นะ ไม่เคยแพลน ว่ามีเดี่ยวฯ แล้วจะต้องเล่นหรือทำหนัง

komchadluek

“โน้ต” กับความรัก

จะแต่งงานกับ “ปลา” อัจฉรา บุรารักษ์ เจ้าของร้านไอศกรีม “iberry” เมื่อไร

กับปลาก็ดี ถ้าขืนตอบว่าคนนี้ไม่ใช่เขาต้องมาตีกบาลแน่ๆ ส่วนเรื่องแต่งงานเราค่อยเป็นค่อยไป ตอนนี้คบกันมา 3 ปีแล้ว มันได้ผ่านช่วงโปรโมชั่นมาแล้ว คราวนี้เป็นช่วงโทรจริง ก็ต้องดูกัน ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น เนื่องจากมันเป็นช่วงที่ตัวจริงของแต่ละคนออกมาทั้งเราและเขา อันนี้แหละชีวิตจริง ก็ต้องดูกันยาวๆ ไม่เชื่อเสียงเชียร์ให้รีบเเต่ง เพราะคนที่อยู่คือผม ตอนนี้เราดูเขา เขาดูเราไปก่อน

มีภาพหลุดอี๋อ๋อกับสาวอื่นที่ไม่ใช่ “ปลา”

อันนั้นอย่าไปถือสาเลย ถ่ายกันเล่นๆ ถ้าจะเอารูปพวกนั้นมาพูดมีเยอะ เป็นพันๆ รูป แทบทุกวันนี้ไม่ต้องเดือดร้อน ผมเป็นคนเจ้าชู้นะ ไม่ได้หยุด แต่มันจะช้าไปเองเป็นช่วงของผู้ชาย ที่ตอนเริ่มแตกหนุ่ม มันก็จะมีดีกรีของมัน แต่ถึงทุกวันนี้อยากเจ้าชู้ สังขารก็ไม่เอื้อ สามทุ่มก็ง่วงแล้ว จะไปเต้นหลีสาว เพลงก็คนละรุ่น สภาพแวดล้อมจะเป็นตัวขัดเกลาเราไปเอง ตอนนี้จะให้ผมไปมีแฟนเด็ก เราจะคุยกันคนละภาษาโต้ตอบกันไม่รู้เรื่อง

น้อยใจหรือเปล่าโดนว่าขี้เหร่แต่ชอบมีแฟนสวย

(หัวเราะ)…ไม่เลย จะไปรู้สึกอะไร ก็จริงอย่างที่เขาพูด ก็เขาพูดถูกแล้ว ทุกวันนี้ส่องกระจกก็รู้ตัวเองดี ว่าตัวเองเป็นยังไง

เขาแหละ…”โน้ต” อุดม

"สินเจริญ วงแตก" มิวสิก ทอล์กโชว์แบบสามหนุ่ม





ข่าวจากคมชัดลึก : ถ้าถามถึงครอบครัวหรรษา เจ้าคารม อารมณ์ดี คำตอบที่ได้ต้องยกให้สามหนุ่มบ้าน "สินเจริญ" หรือที่รู้จักกันในนาม "สินเจริญ บราเธอร์ส" และวันนี้พวกเขาทั้งสาม "บอม" สุทธิศักดิ์ "เบิ้ล" ธีรยุทธ "บอย" ธนัญชัย ขอลุกขึ้นมาทำโชว์ตามสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์กับ "มิวสิก ทอล์กโชว์" ที่พวกเขาบอกว่าอาจจะไม่โก้ แต่ขอโชว์ให้มันสุดใจ ใน “สินเจริญ วงแตก” ซึ่งจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ ที่โรงหนังสกาล่า


โดยครั้งนี้จะมีแขกรับเชิญมากหน้าหลายตาที่จะมาเซอร์ไพรส์เต็มเวที ไม่ว่าจะเป็น บิลลี่ โอแกน "จิ๊บ" วสุ แสงสิงแก้ว หมอตุ้ย x-ray "กาละแมร์" พัชรศรี เบญจมาศ อุดม แต้พานิช ที่ไม่เคยไปเป็นแขกรับเชิญให้ใคร รวมถึงพระเอกลูกครึ่งวัยรุ่นที่ฮอตที่สุดของเมืองไทยกับลีลาฮิพฮอพที่ยังขออุบไว้ก่อน

"จากคอนเสิร์ตครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผ่านมาถึงวันนี้ มีเพลงและเรื่องราวมากมายที่น่าสนุก น่าสนใจ อยากร้อง อยากเล่าให้คนได้ดู จากดนตรีอะคูสติกแบบสินเจริญ ก้าวเข้ามาเป็นวงดนตรีวงใหญ่แบบเต็มรูปแบบ สีสันของดนตรี เพลงใหม่ที่แต่งขึ้นมา รวมถึงเพลงเก่าที่อยากนำเอามาเล่นใหม่ การแสดงร่วมกับแขกรับเชิญ คนพิเศษหลายคน เป็นสิ่งที่ทำให้โชว์ครั้งนี้เกิดขึ้น" สามหนุ่มช่วยกันเล่าถึงที่มาของมิวสิก ทอล์กโชว์ครั้งนี้

เมื่อถามถึงคอนเซ็ปต์ของมิวสิก ทอล์กโชว์ พวกเขาพูดสั้นๆ ว่า สนุก...มัน...เซอร์ไพรส์ เต็มไปด้วยความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจนวงแตก

"คอนเสิร์ตครั้งนี้จะเป็นมิวสิก ทอล์กโชว์แบบสินเจริญ ร้องและเล่นดนตรี สลับกับการพูดคุยแบบทอล์กโชว์ที่จะลื่นไหล กลมกลืนกันไป บนความสนุกของคนดูที่จะได้รับตลอดเวลาการแสดง นอกจากนี้ความพิเศษยังอยู่ที่แขกรับเชิญของเรา ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ของเมืองไทย อย่าง "โน้ส" อุดม ที่ไม่เคยขึ้นเวทีเป็นแขกรับเชิญให้ใครมาก่อน แต่จะมาขึ้นคอนเสิร์ตเดี่ยวไมโครโฟนร่วมกับเราเป็นครั้งแรก ที่สำคัญยังเป็นที่ปรึกษาพิเศษที่ใกล้ชิดกับเราตลอดเวลา จึงรับประกันความสนุก ความมันแบบ 1,000%

ยังไม่หมดยังมี กาละแมร์ อดีตรักอันลือลั่นของ บอย สินเจริญ จะหวนกลับมาจุดถ่านไฟเก่าให้คุโชนและเป็นช่วงเวลาแห่งการวงแตกของจริง เพราะบนเวทีคืออดีตรัก แต่ด้านล่างเวทีจะถูกจับตามองโดย "ตุ๊กตา" อินทิรา แดงจำรูญ ต้องคอยลุ้นกันให้ดี รวมถึงการกลับมาของบิลลี่ เข้ม เต็มความร็อกที่ผู้ชมจะได้ทั้งโดด ทั้งเต้น ร่วมตะโกนร้องเพลง แห่งความทรงจำ

นักร้องที่ห่างหายจากเวทีคอนเสิร์ตใหญ่มานาน อย่าง วสุ แสงสิงแก้ว ที่จะกลับมากับบทบาทที่ทุกคนคิดถึงทั้ง ร.ด.เด็กไทยผมเกรียน และ เอลวิส ไม่เคยตาย รวมถึงครั้งแรกบนเวทีคอนเสิร์ตกับการพิสูจน์ สิ่งลี้ลับ เอกซเรย์กันให้เห็นจะจะกับหมอตาทิพย์ชื่อดัง หมอตุ้ย เอกซเรย์"

ในเรื่องของเพลงที่จะนำมาร้อง สามหนุ่มบอกว่าจะได้ดูเพลงใหม่ของสินเจริญที่ไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อน และจะเป็นครั้งแรกที่สินเจริญจะร้องเพลงสากลให้ประสบความสำเร็จซะที และเพลงฮิตของแขกรับเชิญแต่ละคนที่สินเจริญจะร่วมร้องด้วย

"ถึงเวลาที่เราทุกคนจะเรียกร้องความสุขกลับคืนมา สินเจริญวงแตก อยากให้ทุกนาทีในการแสดงเป็นความสุข และความสนุกที่กลับคืนมาให้แก่คนไทย" หนุ่มๆ กล่าวทิ้งท้าย

มิวสิก ทอล์กโชว์ครั้งนี้ จะมีขึ้น 2 รอบ เวลา 14.00 น. และ 19.00 น. บัตรราคา 1,800 บาท 1,500 บาท และ 1,000 บาท จองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา

ข้อคิดดีๆ จากพี่อุดม แต้พานิช



ข้อคิดดีๆ จากพี่อุดม 

ความรู้มากๆบางที่เหมือนกำแพงอิฐที่เรียงตัวสูง
ความรู้สูงกำแพงสูง  ความรู้รอบด้านก็เหมือนกำแพงสูงรอบตัว
บางครั้งมันอาจทำให้มองออกไปไม่เห็นอะไร นอกจากกำแพงที่ตนเองก่อขึ้นมา

กลิ่นของความรักก็เช่นเดียวกับห้องน้ำ  เข้าไปแรกจะรู้สึกว่าได้กลิ่น
อยู่ในนั้นนานๆไปจะเคยชิน จนลืมว่ามีกลิ่นนั้นอยู่
จนกว่าจะอกมาจากบริเวณนั้น แล้วกลับเข้าไปใหม่

ถ้าเรารักใครซักคน
เราควรเปิดโอกาสให้เค้าทำผิดพลาดหลายๆครั้ง
เพราะเราเองก็ต้องโอกาสอย่างนั้นเช่นกัน


อย่าบอกเลยว่าเป็นคนดี  
ความยิ่งยโส ก็มีอยู่ในคนถ่อมตัว
ครูที่สอนนักเรียน ก็มีความโง่ซ่อนอยู่
ความขลาดกลัว ก็มีอยู่ในนักมวยแชมป์โลก 
ความเบื่อหน่าย ก็มีอยู่ในพนักงานต้อนรับที่กระตือรือร้น
ความเห็นแก่ตัว ก็มีอยู่ภายในใจของนักสังคมสงเคราะห์
มันอยู่คู่กัน รอวันปรากฏตัวออกมา
ถ้าสันดานห่วยๆ มันเป็นกระดาษ
เรามีแค่หินทับกระดาคนละก้อน
ลมกิเลศพัดมาก็ขึ้นกับว่า ก้อนหินใครก้อนใหญ่พอ
ที่จะทับมันไว้ไม่ให้ปลิวเพ่นพ่านเท่านั้นเอง

มาอ่านลายมือพี่โน้ส อุดมแต้พานิชกัน

ลายมือของพี่โน้สอุดม แต้พานิชของพวกเราครับ ลายมืออ่านยากเป็นบ้าเลยครับ หามาได้แค่ 4 ภาพ ครับน่าสนใจเป็นเอกลักษณ์ครับ เห็นปุ๊ปรู้เลย ไม่ต้องมีรูปก็พอดูออกว่าเป็นลายมือของพี่โน้สเรา เอาล่ะมาแปลกันใครแปลได้ช่วยหน่อยละกันครับ 

1.2.3.4.





5.28.2009

กิจกรรม กลุ่มอุดมแฟนคลับ

กิจกรรมมีตติ้งของกลุ่มอุดม แฟนคลับครับ (ครั้งที่ 1.75)

ครั้งนี้นัดกันไปกินสุกี้ฮอตพอตกันครับ นัดกันบ่ายโมงแต่ไปกันจริงๆ 10 โมงกว่าคนก็พร้อมกันแล้ว สมาชิกกลุ่มมีกันดังนี้ครับ 
  1. ลุงคิงส์
  2. ต้อง
  3. กิ๊ก
  4. สิ
  5. เหมียว
  6. นัท(คนนี้มาหลังสุดเพราะติดธุระ)
เิริ่มต้นครับลุงคิงส์ตื่นมาดูการ์ตูนดาก้อนบอลตอน 8 โมงครึ่งแล้วพี่น้องต้องของเราก็โทรมาชวน 

ต้อง : ลุงๆ ว่างหรือเปล่าครับ
ลุงคิงส์ : (งัวเงีย ๆ) อ่อ..ว่างครับว่างๆ..
ต้อง : ไปกรุงเทพกันครับพี่ มีกิ๊ก นัท แล้วก็สิ หลายคนเลย 
ลุงคิงส์ : ไปกี่โมงต้อง
ต้อง : เดี๋ยวผมไปรับลุงตอน 9 โมงนะครับ
ลุงคิงส์ : อ่า..โอเค ( เหวย ตูยังไม่ได้อาบน้ำเลย รีบ ๆ ๆ )

8.45 น. เสียงโทรศัพท์ก็ดัง ขึ้น 
ต้อง : ลุงๆ ผมมาคอยหน้าบ้านแล้ว..
ลุงคิงส์ : เออๆ เดี๋ยวพี่แต่งตัวแปปนุง ...

 
และแล้ว 9 โมงเช้าเราก็เดินทางจากศรีราชา ชลบุรี ไปถึง ที่กรุงเทพโดยถามทางสาว กิ๊ก ซึ่งคุณเธอบอกทางได้หลงดีมาก ... เราสองคนก็ถึง บิ๊กซีลาดพร้าวตอน 11.00น. 

แต่ว่าเรานัดกันตอนบ่ายโมงนี่หว่า อ้าวมากันเกือบครบแล้วขาดก็แต่ นัทสาวสวยอีกคนที่ติดงานยังมาไม่ถึง เราทั้ง 5 คน ก็เลยไปตามคำชวนของสาวกิ๊กว่าให้ไปหาอะไรทานกันก่อนดีกว่า โดยสาวกิ๊กเธอนำไปร้านอาหารก้ามปู ซึ่งบรรยากาศดีมั่ก..มาก... เราสั่งกาแฟกันคนละแก้วแล้ว ระหว่างรอ..ก็เป็นไปตามรูปครับ


ร้านอาหาร บ้านก้ามปูครับบรรยากาศดีมากๆ


นี่เป็นมุมหนึ่่งตรงใกล้ๆ กับที่พวกเรานั่งกินกาแฟกัน


ระหว่างรอกาแฟมาเสริฟเราก็ถ่ายรูปกันอย่างบ้าคลั่ง

บรรยากาศร้านดีมากครับ กว้างและเหมาะแก่การถ่ายรูป
แต่เอาละเหวยพวกเรา5คนไม่มีใครเอากล้องมาเลย
ก็เลยใช้มือถือถ่ายกันไปพลาง คุยโม้กันไปพลาง

แล้วก็รอจนนัทสาวสวยมาถึง
พระเจ้า..

เธอเอากล้องมาด้วยครับ 
เราก็เริ่มถ่ายรูปกันอย่งบ้าคลั่งอีกครั้ง

เราถ่ายรูปโดยทุกๆ มุมเป็นมุมโปรด 
ก็มันสวย มันหล่อกันทุกมุมนี่



รูปสวยรูปหล่อถูกใจ
ใครเป็นใครดูกันเอาเอง






ผลงาน อีติ๋มตายแนะ

ชื่อภาษาไทย :     อีติ๋มตายแน่

ชื่อภาษาอังกฤษ :

กำหนดฉาย :        27 ตุลาคม 2008

ประเภทหนัง :    Comedy

ผู้กำกับ :               ยุทธเลิศ สิปปภาค

บทภาพยนตร์ :    อุดม แต้พานิช

ผู้อำนวยการสร้าง : สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ

ควบคุมงานสร้าง : เอมอร ชนะภัย

ลำดับภาพ :          ธวัช ศิริพงศ์

กำกับภาพ :          ยุคนธร มิ่งมงคล

ออกแบบงานสร้าง :            ศรายุทธ์ พุ่มเพรา

ผู้ช่วยศิลปกรรม : คชา เรืองทอง

ออกแบบเสื้อผ้า : ศิริวรรณ ก้านชูช่อ,อโนชา อ่อนวิเวก

นักแสดง :           อุดม แต้พานิช ... ไอ้ตึ๋ง , ฟ้าสะท้าน ส.สะพานปลา

ASUKA ... อิเตมิ , อีติ๋ม

คริส หอวัง

เก่ง ชาติชาย งามสรรพ์

เหมี่ยว ปวันรัตน์ นาคสุริยะ

บอมบ์และบอยสินเจริญบราเธอร์ส

สตูดิโอผู้สร้าง :    มหาการพิคเจอร์ส



เรื่องย่อ

ตึ๋งนักมวยชกโชว์พัทยา อยากจะเป็นฮีโร่ขึ้นมาอย่างใครเขา
เห็นสะท้านฟ้าเท่ห์เลียนแบบเอา หวังเป็นเป้านำทางสู่ดารา
วันหนึ่งได้พบนางในฝัน อิเตมิคนนั้นที่ใฝ่หา
จู่ๆ เธอก็เดินหลงเข้ามา อยากรู้ว่านี่จริงหรือฝันไป
ฝันหวานไม่นานก็จบ เมื่อเธอพบกับคนที่เด่นกว่า
คนๆนั้นคือฮีโร่ที่ศรัทธา สะท้านฟ้าสะท้านใจทำไงดี
มะขิ่นคนดีอยู่ใกล้ๆ กลับมองข้ามหัวไปได้เสียนี่
กว่าจะรู้ว่าตนมีของดี อาจจะถึงวันที่สายเกินไป
โดย อุดม แต้พานิช


           “อีติ๋มตายแน่” ฟังแค่ชื่อก็รับรองว่าติดหู สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล และมหาการพิคเจอร์สเต็มใจเสนอ ภาพยนตร์โรแมนติคปนขำ จากผลงานการกำกับลำดับที่ 9 (มือปืน/โลก/พระ/จัน, กุมภาพันธ์,บุปผาราตรี,สายล่อฟ้า,บุปผาเฟส2,กระสือวาเลนไทน์,โกยเถอะเกย์,รัก/สาม/เศร้า) ที่กลั่นจากไอเดียของ ยุทธเลิศ สิปปภาค แท็คทีม กับเพื่อนซี้ เดี่ยวไมโครโฟนมือ1 “โน้ส-อุดม แต้พานิช” รับหน้าหน้าที่เขียนบท ภาพยนตร์เป็นเรื่องแรกในชีวิต และเป็นครั้งแรกที่ต้อมยุทธเลิศไม่ได้เขียนบทเพื่อถ่ายทอดสีสันเรื่องราวชีวิต ความรัก ความฝัน ความฮา ของ “ไอ้ตึ๋ง”หรือ “ฟ้าสะท้าน ส.สะพานปลา” นักมวยโชว์ประจำบาร์เบียร์พัทยาชายหนุ่มที่เข็ดขยาดในเรื่องรักจนไม่กล้าริมอบหัวใจให้กับสาวคนไหน จนกระทั่งเกิดอาการรักทิ่มตา (LOVE AT FIRST SIGHT) เพราะดันไปตกหลุมรัก “อิเตมิ”หรือ“อีติ๋ม” (รับบทโดยASUKA นางแบบสาวชาวญี่ปุ่น) นักท่องเที่ยวสาวจากแดนปลาดิบที่มาหลงเสน่ห์เมืองไทยเข้าอย่างจัง ด้วยความน่ารักแสนหวานแถมยังคิกขุอาโนเนะจี๊ดโดนใจ จนงานเข้าซะขนาดนี้ เห็นทีไอ้ตึ๋งต้องลุกขึ้นมารวบรวมแรงฮึดพลังกายพลังใจพิสูจน์ศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายให้สาวเจ้ารู้ว่าเขานี่แหละคือ “ชายหนุ่มที่คู่ควร” 

หลังจากบ่มเพาะโปรเจ็คต์มานานกว่า3ปี จน “อีติ๋มตายแน่”เกือบจะกลายมาเป็นโปรเจ็คต์คัมแบ็คของอุดม แต้พานิช บนแผ่นฟิล์มก่อนหน้า “โคตรรักเอ็งเลย”,“เมล์นรกมวยยกล้อ” รวมไปถึงละครเวทีอย่าง “ชายกลาง” และ “เดี่ยว7” และยังเป็นโปรเจ็คต์ที่ “ต้อม ยุทธเลิศ”ตั้งใจกำกับให้สหมงคลฟิล์มก่อน “กระสือวาเลนไทน์”และ “โกยเถอะเกย์” แต่ทุกอย่างมาลงตัวในปีพุทธศักราช2551 ถึงเวลาที่ “อีติ๋มตายแน่”ภาพยนตร์โรแมนติค ใส ๆ ดูแล้วอมยิ้มพิมพ์ใจ น้ำหูน้ำตาไหลด้วยความสนุกสนานจนเกิดอารมณ์เบิกบานจิตสร้างความสมานฉันท์รักใคร่กลมเกลียวแก่กันและของคนในชาติอย่างแน่นอน 9 ต.ค.นี้ทุกโรงภาพยนตร์ แต่ก่อนที่จะไปพบกับตัวเนื้อหาเต็ม ๆ ของภาพยนตร์เรื่อง “อีติ๋มตายแน่” ขยับเข้ามาสัมผัสกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางส่วนของงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังหนังไทยที่ว่ากันว่าน่าจับตาที่สุดแห่งปีเรื่องนี้กันก่อน รับรองว่าแล้วคุณจะติดใจและหลงรักติ๋มเหมือนกับเรา



ผลงาน เมล์นรกหมวยยกล้อ / Bus Lane





Bus Lane / เมล์นรก หมวยยกล้อ

วันที่เข้าฉาย : 12 เมษายน 2550
แนวหนัง : ตลก
กำกับโดย : เรียว กิตติกร
นักแสดง : เทพ โพธิ์งาม, โน้ส อุดม, เกียรติ กิจเจริญ
ผมชื่อ “โก๋” ( โน้ส-อุดม แต้พานิช ) อาชีพ กระเป๋ารถเมล์ จะเรียกให้หรูดูดีก็คือ พกส. หรือ พนักงานเก็บค่าโดยสาร เส้นทาง “สนามหลวง-รังสิต” วิ่งเส้นทางเดิมทุกวัน ใครอยากเจอไปดักรอขึ้นรถได้ แค่งานโหนรถเมล์ เก็บตังค์ผู้โดยสาร ชีวิตผมก็ครึกครื้นพอแล้ว ยั๊งอุตส่าห์มี “วันสงกรานต์” เทศกาลอยากสาดน้ำ ใครๆ ก็สาดได้ สาดน้ำตำรวจยังไม่โดนจับเลย แล้วก็ชอบสาดกันนัก รถเมล์เนี้ย... แถมเอาแป้งมาปะรถเมล์อีก ผมนะ...ขี้เกียจล้างรถ จริง ๆ

วันสงกรานต์ปีนี้ ... “เฮียหลา” ( เทพ โพธิ์งาม ) ทะเลาะกับกระผมตามปกติ บวกกับโดนรถกระบะคันข้างๆ สาดน้ำอีก เฮียหลา พขร. เลยมีอารมณ์ ซิ่งไม่จอดป้ายที่ผู้โดยสาร “ทรัพย์” ( กิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ) จะต้องลง

คิดดู แค่รถเมล์ไม่จอดป้าย เป็นเรื่องเลยครับท่าน คุณผู้โดยสาร “ทรัพย์” แกปี๊ดขึ้นมาพร้อมด้วยประโยคเด็ด “มึงนึกว่ากูไม่กล้าใช่ไหม ?” ว่าแล้ว ก็ควักปืนมาจี้รถเมล์

แล้วผู้โดยสารคนอื่น ๆ บนรถเมล์ล่ะครับท่าน แต่ละท่านก็มีป้ายรถเมล์ที่ตัวเองจะลงด้วยกันทั้งนั้น เจ๊ผ่อง - แม่ค้าจอมงก ( เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ ) ที่กำลังจะเอาของไปขายตลาดนัดจตุจักร , ดอน ( คมสัน นันทจิต ) หนุ่มหน้าตาหื่นกาม, ปลา ( อริศรา วงษ์ชาลี ) สวยหุ่นดี แต่งตัวโป๊เซ็กซี่

“ติ๊ก” ( อ้น-ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์ ) สาวท้องแก่ กำลังไปโรงพยาบาลมั้ง? มากับผัวขี้บ่น “ซ้ง” (ซ้ง - ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์ ) พูดมากพอกัน , สวย ( อิม-อชิตะ ธนาศาตนันท์ ) สาวตดเหม็น หน้าตาก็ดี แต่ตดเหม็นขนาดนี้ พี่ว่าน้องไปอึ๊เลยดีกว่านะ น้องสวยเขามีสาวทอม ( อัญชนา เพ็ชร์จินดา ) ควงมาเป็นเพื่อนนั่งเบาะหลังอยู่ด้วยกัน

รถเมล์โดนจี้ วิ่งซิ่งขนาดนี้ โทรศัพท์ผมก็ดังไม่หยุด ก็ “น้องหมวย” ( เฟิร์น-พิมพ์ชนก พลบูรณ์ ) แฟนสาวสวย ขาวหมวย น่ารักของผม โทรศัพท์มาจิกตัวผมให้ไปเจอพ่อแม่เธอในวันสงกรานต์ให้ได้ พอบอกไปไม่ได้ รถเมล์โดนจี้อยู่ ก็โกรธจะเป็นจะตาย คิดมากไปถึงไหน ๆ

บนรถเมล์มี หญิงท้องแก่ใกล้คลอด สาวสวยปวดอึ๊สุด ๆ มีผู้โดยสารคนหนึ่งถือปืน อีกคนขับที่ถือพวงมาลัย ( รถ ) ไว้กับผู้โดยสารทั้งหลายที่เอาแต่ร้อง “จอดป้าย ฉันจะลง” ... กระเป๋ารถ ชายไทยธรรมดาอย่างผมจะไปทำอะไรด้ายยยยย....

“เมล์นรก หมวยยกล้อ” จะซิ่งไปถึงปลายทางไหน เรื่องราวจะจบยังไง โก๋จะทำให้รถเมล์จอดได้หรือไม่? จับเบาะนั่งให้มั่น ๆ มาร่วมพิสูจน์ มหัศจรรย์แห่งวันสงกรานต์ ที่คุณจะต้องถามตัวเองว่า “อะไรคือความหมายของการเดินทาง??”


ผลงาน โคตรรักเอ็งเลย


แนว : รัก / ดราม่า / ตลก
กำหนดฉาย : 27 กรกฎาคม 2549
เลิฟสตอรี่จี๊ดโดนใจ เมื่อ รงค์ (อุดม แต้พานิช) นักเขียนบทตลก กำลังตกที่นั่งลำบากกับอาถรรพณ์ชีวิตคู่ ที่ดูเหมือนจะไร้ปัญหา แต่ทว่ามันมีอยู่จริง เพราะ แดง (วิภา สารสาส) ภรรยาสุดที่รักดันไปเกิดมีกิ๊กกั๊ก ปันใจให้กับหมอตรวจภายใน ที่แสนสุภาพสุดหล่อนามว่า รักษา (อัครา อมาตยกุล)

อันที่จริงจะโทษแดงฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะว่ารงค์เองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะทั้งคู่แต่งงานกันมานาน เรื่องของความกุ๊กกิ๊กโรแมนติก ก็เริ่มห่างหายไปตามกาลเวลา ทำให้อะไรในชีวิตมันไม่ฟู่ฟ่ากระชุ่มกระชวยเหมือนเดิม ประกอบกับแดงเอง ก็มาถูกใจหมอตรวจมะเร็งปากมดลูกเข้าอีก ถึงใจจะหวั่นไหว เธอก็พยายามตัดใจ เลี่ยงไปตรวจมะเร็งเต้านมตามคลินิก ก็เจ้ากรรมดันเป็นคลินิกของรักษาเข้าอีก ทำเอาแดงเสียการทรงตัวและหัวใจ ไปกับความสุภาพของหมอหนุ่ม แล้วแดงจะทนได้อย่างไร ในขณะเดียวกันกับที่รงค์น้อยผู้น่าสงสาร ต้องหาทางออกโดยพึ่ง ดร.อ่าง ทำเอาแดงน้อยใจสามี จึงเริ่มสานต่อความสัมพันธ์กับรักษา

ดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง รงค์รับรู้ถึงความสัมพันธ์แบบลับๆ ล่อๆ ของเมียเข้าจากไดอารี่เล่มแดง อารมณ์ปรี๊ดส์ขึ้น ผัวเมียเคลียร์กันไม่ลง แดงขับรถออกจากบ้านตกเขาทันที เดือดร้อนถึงปอเต็กตึ๊งที่ต้องตามไปเก็บ รงค์ได้แต่เสียใจ ที่ทำให้เมียต้องจากไป โดยที่ยังไม่ทันได้พูดจากันให้เข้าใจ รงค์อยู่บ้านชักรู้สึกหวั่นๆ ข้าวของในบ้านเริ่มเปลี่ยนที่อยู่บ่อยๆ เขาบอกกับทุกคนว่า เมียของเขากลับมาที่บ้านแน่ๆ เพื่อนได้แต่บอกให้ทำใจ

แต่..คุณพระช่วย! แดงมาที่บ้านรงค์จริงๆ มาให้เห็นตัวเป็นๆ เลย เอาล่ะสิ คราวนี้... เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร แดงตายหรือไม่ตายกันแน่ ถ้าตาย.. แล้วกลับมาหลอนรงค์ เพื่ออะไร..?


เด็กซิ่งอิงธรรมะ อุดมแต้พานิช


'เด็กซิ่งอิง... ธรรมะ อุดม แต้พานิช'              

            


   เมื่อเดือนธันวาคม  2551 ผ่านไปแถวร้านหนังสือ  เห็นนิตยสาร Secret หน้าปกเป็นรูป  

อุดม  แต้พานิช   รีบพลิกเข้าไปภายใน อยากรู้ว่าอุดมจะพูดเรื่องอะไรนะ  

           “ผมว่า วิชาสำคัญที่สุดในการเกิดเป็นมนุษย์  คือ  วิชาพุทธศาสนา  สำคัญกว่าวิชาอื่นที่มนุษย์ทั้งโลกเรียนอยู่ด้วยซ้ำ” [ ...ฮ่า...  พูดได้ไง ]       

         “นิตยสารที่นำพุทธศาสนามาย่อยให้อ่านง่าย  ปกติหนังสือแนวนี้มีพระทั้งเล่ม  หรือ  มีตัวหนังสือเยอะมากๆ  ทำให้คนยุคนี้เห็นเป็นของยาก แต่  Secret  ทำให้เป็นของง่าย” 

[ ...เอ... สนใจธรรมะด้วยหรือ.... ]       

          “ความสำเร็จในการทำเดี่ยวไมโครโฟน  คือ  สมาธิ” [ ... ยังไงล่ะนี่ ... ]       

          “กำลังกายเกิดจากการเคลื่อนไหว  กำลังใจเกิดจากการหยุด” [ ... นั่น ... ]       

          “คนเราถ้าไปนึกถึงอะไร  ไอ้สิ่งนั้นจะโต  เหมือนไปให้อาหารมัน ถ้านึกถึงความดี ความดีก็จะโต แต่ถ้านึกถึงบาป บาปก็จะโต  [... ว้าว .. ช่างอุปมาอุปไมยนะโน้ต ... ]       

          “ตอนนั้นบวชเพราะอะไรครับ  เกเรครับ  เกเรมากจนไม่มีใครเอาเลย แม่เอาไปฝากเลี้ยงบ้านญาติ  ญาติก็ไม่เอาเพราะไปขโมยสตางค์เขา  กล้าบอกเลยว่าชีวิตของตัวเองเปลี่ยนแปลงได้เพราะได้พบพระพุทธศาสนา  ทุกวันนี้เวลาผมอธิษฐาน ผมจะขอทุกครั้งว่า ขอให้ได้เกิดและได้บวชในพระพุทธศาสนาอีกทุกชาติ  ขอให้ได้ศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าของแท้  หลังบวชเณรทัศนคติผมเปลี่ยนไปเลย ญาติเห็นแล้วแปลกใจกันหมด แม่ก็งง” [ ... ท่านกล้าเผย เรากล้าอ่าน ... ]        

          อะไรทำให้เด็กเกเรคนหนึ่งเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น .... 

[... ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้  เพราะเกรงเจ้าของร้านจะมองหน้า  ที่สำคัญเราอยากอ่านต่อ ... ] 

          

          อ่าน  Secret จบแล้ว ยังมีคอลัมน์ที่น่าสนใจ แล้วเราก็ส่งให้เพื่อน ๆ อ่านต่อ  เพื่อนซี้บอกว่า “สนใจเรื่องโน้ตบวชหรือ ?....  โน้ตเคยพูดให้น้อง ๆ นักศึกษาฟัง น่าสนใจ จะไปค้นก่อนนะว่าซีดียังอยู่หรือเปล่า 

 

        ศาสนาไม่มีจริง          

          “ผมเองเคยคิดว่าศาสนาไม่มีจริง คิดตามความโง่เขลาในวัยโน้น จะมีพระพุทธศานาได้อย่างไร จะมีพระพุทธเจ้าได้อย่างไร คิดว่าทุกเรื่องเป็นนิทานแต่งขึ้นให้คนกลัวบาป ใช้แทนกฎหมายในยุคสมัยโน้น  จึงไม่เชื่อเรื่องบุญบาป  นรกสวรรค์  คิดดูแคลนว่า  ถ้าอยากให้เชื่อก็ไปจับตัวบุญ ตัวบาป มาให้ดูซิ” 

 

มิจฉาทิฐิ  เห็นผิดเป็นชอบ 

          “คำว่ากรรม ยิ่งไม่เชื่อหนัก เพราะเกิดแล้วก็ตายหมดในชาตินี้ คนเราก็เหมือน แบคทีเรีย ที่เกิดมาและตายไป  ฉะนั้นอยากทำอะไร ก็จงทำไป ตามใจของเรา          

           พอมีความคิดเป็นมิจฉาทิฐิ   คือ  เห็นผิดเป็นชอบ          

           เวลาทำอะไรไป  จึงไม่คิดถึงใจคนอื่น  และไม่คิดกังวลหรือกลัวว่า สิ่งที่เราทำ ...  จะผิดหรือไม่ผิด      เป็นความมั่นใจแบบโง่ ๆ แต่ไปคิดว่าถูกและเท่ห์”          

          “ในช่วงเรียนมัธยมผมเป็นคนมีนิสัยลักเล็กขโมยน้อย  อะไรที่ขโมยได้ ก็จะขโมย  ตอนนั้นเด็กวัยรุ่นแถวบ้านผม  ส่วนใหญ่มีจักรยาน BMX แต่บ้านผมไม่มี  เพราะแม่ขายส้มตำ  เรียกว่าจน อยากได้จักรยานก็ต้องขโมยเอา  เคยร่วมมือกับเพื่อนที่เป็นจิ๊กโก๋ไปขโมยจักรยานอีกโรงเรียนหนึ่ง  พอขโมยแล้ว ไม่เคยสนใจว่าเด็กเจ้าของจักรยานคนนั้น  จะเดือนร้อนหรือไม่อย่างไร          

          สำหรับพระ  เวลามองดูพระ ก็ไม่เคยเคารพพระ ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่า พระก็เป็นอาชีพหนึ่ง แค่นั้น”

 

หลงทาง  เพราะตั้งหางเสือผิด     

         “พอเราคิดแบบนี้การกระทำของเราก็ไปอีกอย่างหนึ่ง    หางเสือ   พอตั้งผิด   ก็ผิดทาง เหมือนเวลาเราหลับตาดำน้ำ  ใจคิดว่ากำลังขึ้นผิวเบื้องบน  แต่จริงๆ  ดำดิ่งลงเบื้องล่าง          

          ชีวิตผมตอนนั้นก็เป็นไปตามทัศนคติ มีแต่ปัญหา เรื่องปวดหัว ชีวิตสับสนวุ่นวาย ไม่มีหลัก

คิด ไม่รู้จะแก้ปัญหาในชีวิตอย่างไร” 

  

มรสุมชีวิตเข้ารุมเร้า          

          “จุดเปลี่ยนชีวิต  คือ หนีออกจากบ้าน พอเรามีความคิดผิด เราก็ไม่รักแม่  

‘ แม่อะไร ... ขอเงินก็ไม่ได้ ’  จักรยานก็ไม่ได้เหมือนคนอื่นๆ แบบเรียนก็เป็นมือสอง  ทำไมครอบ

ครัวเราจนแบบนี้ เกิดเป็นลูกแม่คนนี้ มีแต่ลำบาก ลูกคนอื่นทำไมสบาย          

           วันหนึ่งขโมยเงินแม่ทั้งหมด แล้วหนีออกจากบ้าน ไปอยู่กับญาติที่ ชลบุรี พอไปเจอญาติ ก็

ใส่ร้ายแม่ตัวเองว่า แม่ทรมานเรา เลี้ยงเราไม่ดี เราจึงหนีมา          

          ญาติก็หาโรงเรียนให้เรียนด้วยความสงสาร อยู่กับญาติไปสักพัก ไปทำความเดือนร้อน

ให้ญาติ          

           ด้วยนิสัยไม่เชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่เรียนหนังสือโดดเรียน เล่นไพ่ในห้อง เที่ยวเตร่ คบเพื่อนชั่ว ญาติก็เอือม         

            จนวันหนึ่งเรียน ปวช ปี 1  มันเอือมตัวเองมากจนไม่ไหว  ไปขโมยเงินครั้งสุดท้าย แล้วเขาจับได้ตอนขโมยพอดี ญาติก็ไม่เอาเราแล้ว เราก็เซ็งตัวเอง  คือ  ไม่รู้จะไปไหน จิตใจไม่มีที่พึ่ง ที่เราจะพึ่งตัวเอง นับถือตัวเอง มันไม่มีอะไรน่านับถือ เรียนที่โรงเรียน โรงเรียนก็ร่ำๆ จะให้พักการเรียน       

           เผอิญมีคนชวนไปนั่งสมาธิที่วัดบึงบวรสถิต อ.บ้างบึง จ.ชลบุรี ช่วงเวลา 18.30  – 19.30 น.  ก็ไปกับเขา ที่ไปนั่งเพราะไม่รู้จะทำอะไร ก็ไปอย่างนั้นเอง  สมาธิคืออะไรก็ไม่รู้จัก พระท่านสอนนั่งสมาธิ แต่เราไม่นั่ง กลับลืมตาดูคนนั่งหลับตา และขำคนนั้น คนนี้ ที่นั่งหลับสัปหงก” 


ไปวัด เพราะไม่มีที่ไป          

             “ตอนนั้นไปทุกวัน  ไม่ใช่เป็นคนดี ไม่ได้เลื่อมใส แต่เพราะไม่มีที่ไป พอตอนเลิกเขาจะแจกน้ำปานะด้วย เราก็พลอยได้กินไปด้วย”          

             “อยากบอกว่า  มนุษย์เราโดยทั่วไป  โดยจิตลึกๆ โหยหาความดีงาม ชอบสิ่งดีงามอยู่แล้ว ไม่ว่าเป็นโจร หรือมหาโจรก็ตาม ก็แสวงหาสิ่งที่ดีงาม  เช่น  เวลาเราเห็นใครสักคนจูงคนแก่ข้ามถนน เรายังรู้สึกดี  ผมไปเห็นเขาพับเสื่อที่วัดนี้ เขาช่วยกัน  เขายกมือไหว้กันที่วัด พูดจาไพเราะ ผมเห็นก็รู้สึกดี” 

  

คบบัญฑิต บัณฑิตพาไปหาตัวเอง          

             “เขาอนุโมทนาบุญกันแรก ๆ ก็งง  งงไปสักพักก็หัดทำบ้าง ก็รู้สึกว่าดี  ได้รวมยินดีกับคนอื่นที่ทำความดี  คือ  เหมือนกับธรรมชาติและสภาพแวดล้อมได้บำบัดเรา  ระหว่างนั้นเราได้ยินเขาพูด เรื่อง บุญเรื่องบาป  เหมือนเราไม่เชื่อ  แต่ก็เริ่มซึมซับ  ผมก็เริ่มนั่งบ้าง จากเริ่มนั่งสมาธิ แม้เริ่มนั่งจะไม่เห็นอะไร แต่พอใจสงบแล้วจะเห็นตัวเอง  จะเห็นความไม่ดีของตัวเอง  อุปมาเหมือนจิตใจของคนเรา  คือ  เราตักน้ำมาจากคลองแสนแสบ ใจเราจะเหมือนอย่างนั้น คือ มีปัญหาความรัก การเงิน การงาน เราเกลียดคนนั้นคนนี้ มีเรื่องสารพัด ใจเราจะเต็มไปด้วยเรื่องราวหมักหมม       

แต่พอทำสมาธิผ่านไป  ใจจะนิ่ง  เหมือนเราตักน้ำขึ้นมา ธรรมชาติมันจะตกตะกอน      

ใจเราเมื่อตกตะกอน  จะมีความใสเหมือนผิวน้ำ        

แล้วเห็นอะไรต่ออะไร  อย่างน้อยก็เห็นตัวเอง          

ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกว่าไปวัดแล้วสนุกดี ว่างๆ ก็เดินตามพระไปบิณฑบาต          

             ที่วัดนี้เขาเปิดเทปธรรมะระหว่างฉัน และเทปนั้นเป็นเทศน์ เรื่องมงคลชีวิต 38 ประการ  ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคืออะไร  บางวันที่ฟังก็ตรงกับชีวิตของเรา  ก็ค่อย ๆ เอาธรรมะที่ฟังมาปรับใช้ในชีวิตตัวเอง          

             ช่วงนั้นเราได้รับธรรมะ  เหมือนเราได้รับ  Moisturizer  จากผิวชั้นบน จนถึงผิวชั้นล่าง  เราเห็นพระ หรือแม่ชี  หน้าท่านจะใสสว่างโดยไม่ต้องใช้ครีมไวท์เทนนิ่งใด ๆ  ความสว่างนั้นเกิดจากจิตใจที่เบิกบานจาก.ธรรมะนี่เอง” 

  

สิ่งที่เราไม่รู้  ไม่ได้แปลว่าไม่มี          

              “เผอิญเขามีการบรรพชาสามเณร  ผมก็สมัครกับเขาสักหน่อย ได้เริ่มห่มผ้า เดินบิณฑบาต สนุกดี  ศีลของเณรไม่เยอะมาก แต่เป็นการเริ่มต้นกรุยทางพระพุทธศาสนาอย่างดี       

           ตอนนั้นก็เริ่มคิดแล้วว่า  บุญบาปมันน่าจะมี  กรรมก็น่าจะมี  ทั้งที่ยังไม่เชื่อทั้งร้อย  ดูเหมือนมันมีบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่รู้ประกอบกับพระหลายท่านเทศน์ว่า   สิ่งที่เราไม่รู้ ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี          

           เหมือนคนตาบอด  ถ้าเราไปบอกว่ามีสัตว์รูปร่างคล้ายจิ้งจก  ชื่อ  อีกัวน่า ตัวใหญ่ สีเขียว แผ่คอได้ด้วย  คนตาบอดบอกไม่เชื่อ  ไม่มี  ที่พูดแบบนั้นเพราะเขาไม่เคยเห็น    

            การไม่เคยเห็น  ไม่ใช่ว่ามันไม่มี

            เหมือนบุญบาป ที่เราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น  แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่มี เพียงแต่ว่าปัญญาของเราเป็นแบบทางโลก  เราจึงไม่รู้          

              บาปกรรมที่เราไม่เคยเห็น  ไม่ได้หมายความว่าไม่มี” 

  

เปลี่ยนความคิด  ชีวิตผันเปลี่ยน          

            “ผมได้บวชเณรและสึกออกมาเรียนต่อ  ในช่วงที่ออกมา ผมรู้ได้เลยถึงสภาพแวดล้อมรอบตัว ตั้งแต่ญาติพี่น้อง เพื่อน มีความรู้สึกต่อเราเปลี่ยนไป เหมือนเราได้รับความรักจากคนรอบข้างมากขึ้น  เรารู้สึกว่าเราไปเจอสิ่งดีๆ มา ส่วนเพื่อนชั่วๆ ก็ค่อยๆ หายไป  และพบว่า  คนเรากำหนดตัวเองได้  เช่นถ้าเราเสพยาบ้า เพื่อนยาบ้าก็เข้ามาแล้ว เราเป็นคนแบบไหน ก็ถึงดูดคนแบบนั้นเข้ามา          

            แล้วผมมีโอกาสมาเรียนต่อที่เพาะช่าง กรุงเทพฯ ช่วงนั่นผมไปวัดปากน้ำ ไปไหว้พระบ้าง ไปนั่งสมาธิบ้าง  อยู่ๆ ก็รักหลวงพ่อวัดปากน้ำขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว  รู้สึกว่าชอบวิธีการสอนนั่งสมาธิของท่าน  ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกกับจริตของผม  บางคนชอบเพ่งกสิณ บางคนชอบจงกรม บางคนชอบกำหนดลมหายใจ แต่ละคนจะชอบไม่เหมือนกัน แล้วแต่จริตใคร          

            ใกล้เรียนจบ  ผมมีโอกาสได้ไปทำงานกับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง อยู่แถวบางกะปิ ทำหน้าที่เป็นฝ่ายศิลป์ของเขา  ช่วงนั้นมีเพื่อนชวนไปใส่บาตรที่ชมรมพุทธฯ  มหาวิทยาลัยรามคำแหง  และเป็นเรื่องบังเอิญที่พระที่มาบิณฑบาตสอนสมาธิแบบหลวงปู่ วัดปากน้ำ  ทำให้เราไปเรื่อยๆ ไปจนตรงกับช่วงที่เขารับสมัครอุปสมบทภาคฤดูร้อน  ตอนนั้นคิดว่าอย่างไรก็คงบวชไม่ได้  เพราะติดงานของสำนักพิมพ์แต่ไม่รู้เป็น เพราะอะไรรู้สึกอยากบวชเป็นพระมาก ๆ”  

    

3 อยากนี้ ที่ทำให้มาบวช          

            “ที่อยากบวขก็เพราะว่า   หนึ่ง  คือ  อยากทำอะไรให้แม่บ้าง  ตั้งแต่เป็นเด็กจนโตมา ผมมีแต่เรื่องทำให้ท่านปวดร้าวทั้งนั้น  คิดในใจว่า  “จะมีอะไรที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ได้บ้าง”  ใจคิดอยากทำอะไรให้เขาชื่นใจ ก่อนที่เขาจะตาย  สอง  คือ  อยากฝึกตนเอง  ให้เป็นคนที่เข้าท่ากว่าที่เป็นอยู่  และ  สาม  คือ  อยากพิสูจน์ว่าพุทธศาสนาเป็นอย่างไร  เราเป็นชาวพุทธแต่ในทะเบียนบ้านเท่านั้น แต่จริงๆ ไม่เคยรู้เลยว่าพุทธศาสนาเป็นอย่างไร          

             สามอย่างนี้  ทำให้เกิดความรู้สึกอยากบวชมาก ๆ  

             เพื่อนผมจึงแนะนำให้ผมอธิษฐานจิต  

             ผมอธิษฐานจิตบ่อยๆ หลังจากนั้น 

             ไม่เกิน 7 วัน  เจ้าของบริษัทมาบอกว่า 

             “ไม่ต้องทำหนังสือแล้ว เราจะปิดบริษัท”  

             เขานึกว่าผมจะเสียใจ  ในใจผมนี้ ไชโย คิดว่า   

           'แหม.... เราจะได้บวชคราวนี้เองสมปรารถนาแล้ว' 

 

สมาธิเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมจำได้          

             “ผมอยากบอกว่าสมาธิเป็นสิ่งสำคัญ  การทำเดี่ยวไมโครโฟน 3 หรือ 4 ชั่วโมง  ต้องอาศัยสมาธิ  สมาธิเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมจำได้  ผมเองไม่ได้อยากมีภาพลักษณ์คล้ายกับว่า  “โน้ตเป็นคนดี ...  โน้ตใจบุญสุนทาน...  นั่งสมาธิเป็นประจำ...  โอ้.. โน้ตรักทุกคน”  ไม่อยากเป็นอย่างนั้น แค่เป็นตูดหมึกธรรมดา  แต่ผมอยากบอกว่า  สมาธิเป็นเคล็ดลับจริง ๆ ในการดำเนินชิวิต” 

              ซึ่งเรื่องประโยชน์ของสมาธินี้  โน้ตก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ใน  Secret  ฉบับเดือนธันวาคมว่า        

              “.... ความสำเร็จในการทำเดี่ยวไมโครโฟน  คือ  สมาธิ  ลำพังตัวผมเองไม่มีปัญญาจำอะไรได้เยอะขนาดนั้นหรอก   แต่ผมเคยบวชมาก่อน  เวลาต้องการลำดับความคิด หรือคิดอะไรไม่ออก ผมจะนั่งสมาธิ นั่งแค่ช่วงสั้นๆ ก็ช่วยได้          

              การทำเดี่ยวฯ  เต็มไปด้วยปัญหา  ผมไม่ได้แค่เขียนบทอย่างเดียว แต่เป็นทั้งผู้แสดง และทำโปรดักชั่น  พอถึงช่วงเขียนบทซึ่งเป็นหัวใจของการทำเดี่ยวฯ  สมาธินี่แหล่ะช่วยแยกแยะว่าควรทำอะไร  ไม่ควรทำอะไร  ก่อนเขียนบททุกครั้ง  ทีมงานรู้ว่าผมจะหายตัวไปนั่งสมาธิ ไม่ได้ไปนั่งเขียนบท แต่ไปนั่งนิ่งๆ ผมเชื่อว่า          

           “กำลังกายเกิดจากการเคลื่อนไหว …. กำลังใจเกิดจากการหยุด” 

 

นึกถึงเมื่อไร  ก็สุขใจ  ที่เคยได้เป็นพระ          

              “ผมรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ ที่จะได้ห่มผ้าเหลือง จะได้เป็นพระ และจะมีแม่เรา ที่เราบวชให้เขา และที่เราทุ่มเทฝึกตัวเองมา  คือ  ทำให้แม่ได้ บวชให้แม่ได้          

              ถ้าถามว่าทำไมต้องฝึกตัวหนักอย่างนี้ด้วย  พระอาจารย์ก็จะตอบว่า  “ต้องทำตัวเองให้รู้สึกว่าเรากราบตัวเองให้ได้ก่อน  เพราะวันนั้นวันบวช  แม่เราจะมากราบเรา ยายเราจะมากราบเรา  ถ้าตราบใดที่เรายังกราบตัวเองไม่ได้ เราก็จะรู้สึกขึ้นมา”       

             ก่อนบวช...  จะมีพิธีกรรมขอขมา  นาคเตรียมบวชจะแต่งกายชุดขาวทั้งหมด และกล่าวคำว่า          

               “ อุกาสะ... ดังข้าพเจ้าทั้งหลาย... จะขอวโรกาส กราบลา พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพื่อบรรพชา ณ บัดนี้... ฯลฯ “          

                เป็นการขอขมาลาโทษ  เป็นโอกาสที่เราจะได้กล่าวกับพ่อ แม่ของเรา  ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยกล่าวคำขอโทษแม่ของผม  เมื่ออยู่ในพิธีขอขมา   ความรู้สึก ตาต่อตา  แม่ที่ยอมรับ ปิติใจ ที่เห็นลูกเป็นคนดีของเขาอย่างน้อยก็ช่วงหนี่งในชีวิต   ภาพต่าง ๆ ที่ผมทำไม่ดีกับแม่ เหมือนนั่งดูหนัง มันกรอกลับมาให้เห็น  เรารู้สึกว่า 

เราทำไม่ดีกับผู้หญิงคนนี้มามาก

เราทำให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ  ทำไม่ดีกับเขามามากมาย

เท่านั้นเอง พอตาต่อตา ประสานกัน

น้ำตาก็ไหล มันเป็นทั้งความสุข ความปิติ

และอยากเป็นพระดี ๆ ให้แม่ได้บุญเยอะๆ           

               ประทับใจภาพหนึ่ง เช้าวันหนึ่งเราไปบิณฑบาต เห็นคุณยายคนหนึ่งไปเตรียมตักบาตร พระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าๆ แสงเรืองรอง  คุณยายมือสั่นตอนใส่บาตรด้วยความมีอายุ บ้านคุณยายก็ฐานะไม่ค่อยดี  แต่มีศรัทธาที่จะตักบาตร  ตักข้าวปากหม้อเม็ดงาม ๆ มาถวายพระ  ผมเห็นแล้วปิติน้ำตาจะไหล  อธิษฐานในใจ  ขอให้บุญที่ยายถวายภัตตาหารพระด้วยความนอบน้อม และประณีต และ บุญที่พระตั้งใจบวช  อบรมตัวเองในครั้งนี้ทั้งหมด  ขอผลบุญ  ดลบันดาลให้คุณยายคนนี้ ...  ไม่พบกับความยากจนอีกเลย ไปทุกภพ ทุกชาติ” 

 

เลิกหลงทาง  ตั้งหางเสือใหม่        

             “บวชแล้วได้แนวทางในการดำเนินชิวิตครับ  ซึ่งแต่ก่อนไม่มี  แต่ก่อนผมใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นเรือ  ก็คือเรือที่อยู่ในท้องมหาสมุทร  ที่ไม่มีหางเสือ  ถามว่าอยู่บนผิวน้ำได้ไหม  อยู่ได้ แต่ไม่มีเป้าหมาย  ล่องลอยไปเรื่อยเปื่อยไม่มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ          

                แต่การได้บวช เหมือนการที่เราได้ตั้งหางเสือแล้ว เช่นเรา จะไปเกาะเสม็ด เราตั้งหางเสือไว้ว่า  เราจะไปทางทิศนี้ จะช้า จะเร็ว เราจะไปถึงเกาะเสม็ด  แต่ถ้าชีวิตไม่ได้ตั้งหางเสือ  ไม่รู้จะไปไหน สะเปะสะปะ  บางคนไปหลงติดยาอยู่หลายปี  มันเหมือนเผชิญกับการไปชนกับหินโสโครก  ไปเจอพายุ  ฝนตก  เรือแตก  ไม่มีเป้าหมาย ใช้ชีวิตไปวัน ๆ  เพื่อจะให้อยู่ในท้องทะเลนั้นเอง  แล้วรอวันหนึ่งก็ตายไป  ไปไม่ถึงเป้าหมาย      

              แต่มาบวชนี่  รู้สึกว่าชีวิตได้แนวทางในการดำเนินชีวิต  ถึงแม้ออกไปจะไม่ใช่คนดีเลิศประเสริฐนัก  แต่อย่างน้อยเรามีธรรมะไว้เป็นที่พึ่ง  เช่น  เราอกหัก มีทุกข์ แก้ปัญหาบางเรื่องไม่ได้  มีปัญหาใหญ่ๆ  เรามีธรรมะมาสอนตัวเรา  เรามีบุญ มีกุศล มีความดีงามที่เป็นเส้นทางอยู่  ก็เลยรู้สึกว่า  ชีวิตนี่มันไม่เหงา  ถ้าเป็นการโดดร่ม  เรามีร่มสำรองอยู่บ้าง  ไม่ใช่ร่มใหญ่ขาดปั๊บ แล้วเราก็ไม่รู้ว่า เราจะไปลงที่ไหน  ธรรมะเสมือนสิ่งนั้นเองที่คอยประคองชีวิตอยู่  ก็มีสโลแกน ผมใช้ว่า  เด็กซิ่ง อิงธรรมะครับ”     

         

 คำถามคาใจวัยรุ่น          

                ถาม   ถ้าผมติดหญิงล่ะ  ทำไงดี          

                ตอบ   ให้มาบวชเสียก่อน สึกออกไปหญิงจะติด  ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกที่ไม่ชอบผู้ชายดี  ยกเว้นตอนเขาบอกเลิกกัน  เมื่อเราบวชออกมาแล้ว  ความคิดความอ่าน ความไตร่ตรอง จะสุขุมขึ้น จะมองโลกในแง่ดี แทนที่จะมองในแง่ร้าย ไม่ใช่แค่คิดบวก ไม่คิดลบ แต่คิดเป็นด้วย         

                 ถาม   ถ้าผมติดเหล้า เบียร์ล่ะ          

                 ตอบ   ควรจะมาด่วนเลยครับ          

                 ถาม   ถ้าผมติดเพื่อนล่ะ          

                 ตอบ   เราเกิดมาไม่ใช่เกิดมาเพื่อเพื่อน เราเกิดมาเพื่อตัวเราเอง  การบวชนั้น บวชให้แม่ก็ให้  แต่ที่ให้มากที่สุด  คือ  ให้ตัวเราเอง เวลาเราตายใครก็ช่วยไม่ได้  เช่น  ตอนตายมีสายระโยงรยางค์ เหนี่ยวรั้งไว้เต็มตัว มีไหมครับ  หากมีเพื่อนมาขอว่า  “ยมบาล ... คนนี้ซี้มากเลย  ขอไว้ได้ไหม” ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ          

                 เรามาคนเดียว ตายคนเดียว การบวชเป็นเรื่องที่เราควรเห็นแก่ตัว  มาบวชแล้วเราดีขึ้น  เพื่อนเราก็จะดีขึ้นด้วย อยู่ใกล้ใครมันจะแผ่ไปถึงคนนั้นด้วย  เพื่อนจะดีไปด้วย  เพื่อนน่าจะอนุโมทนาด้วย  ถ้ารักกันจริงเพื่อนก็น่าจะมาบวชเป็นเพื่อนไปด้วย  เหมือนเพื่อนผม คุณเฉลิมพล  เป็นกัลยาณมิตรให้ผมและมาบวชเป็นเพื่อนผมด้วย  เรามาเจอกันที่ชมรมพุทธฯ ราม  ก็ช่วยประคับประคองกันไป  และนี่เรียกว่ากัลยาณมิตร  คนที่เป็นเพื่อนเราจริงๆ  เราควรจะมาบวชเป็นเพื่อน  ถ้าบวชไม่ได้จริงๆ ต้องมาช่วยสนับสนุน          

                  ถาม   ถ้าอยากบวชแต่ไม่ใช่ตอนนี้ล่ะ          

                  ตอบ   เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไร ปีหน้าเราบอกว่าเราจะบวช  บางทีเราไม่รู้ว่าเราจะตาย  ผมยกตัวอย่าง  มีเพื่อนที่ทำกราฟฟิก เรียนมาด้วยกัน เป็นคนนั่งสมาธิ ที่บ้านชอบทำบุญ  เพื่อนบอกว่า  “กูว่านะ .... ปิดเทอมจะพาแม่ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ เห็นทุเรียนอยากซื้อไปให้แม่กิน”  เหมือนธรรมดาที่เราพูดถึงแม่กัน     วันรุ่งขึ้นแม่ตายกะทันหัน หลับแล้วตายไปเลย  เขาช็อกมาก เพราะแม่ไม่ได้เป็นโรคอะไร แม่เป็นคนสุขภาพจิตดี อยู่ๆ ก็ตาย  เขาโทรมาร้องไห้กับผม บอกว่า  “กูเสียใจมาก.... กูบอกว่ากูจะพาแม่ไปนั่น ไปนี่  จะหาอะไรมาให้เขากิน  เขาไปซะแล้ว  นี่กูไม่มีโอกาสทำให้แม่อีกแล้ว มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ  มึงดูแลแม่มึงดี ๆ นะ”                    

                   ผมอยากบอกว่า  เราไม่รู้ว่า พ่อแม่ของเราจะตายเมื่อไร  คนสนิทของเราจะตายเมื่อไร  เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้  ให้ดอกไม้ต้องให้ขณะที่เขาดมได้

ฉะนั้นทำอะไรได้ตอนนี้....  ทำ....ถือคติไปเลย....  ใช้ชีวิตทำปัจจุบันให้ดีที่สุดแล้วอนาคตมันจะดูแลตัวของมันเองครับ         

ที่มา... หนังสือ "จุดเปลี่ยน"